ขอทำความเข้าใจก่อนเข้ารีวิวค่ะว่า สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านนิยายชุด Night Huntress  ซึ่งโด่งดังขายดิบขายดีจนเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มี ชุด Night Huntress World  ที่มีตัวละครเด่น ๆ เกี่ยวเนื่องกันซึ่งเราจะอัพรีวิวเล่มแรกด้านล่างนี้ เราขอเตือนค่ะว่าให้กลับไปอ่านชุด Night Huntress  ก่อนจนถึงเล่มที่สี่ ลิขิตสู่ (หลุม) รักนิรันดร หลังจากนั้นสามารถอ่าน โลหิตแรกแห่งรัก ต่อได้ให้ต่อเนื่องยิ่งขึ้นไปอีกใจเย็นรอ เล่มสองของแมนเชเรส Eternal Kiss of Darkness ซึ่งกำลังแปลอยู่ จบแล้วค่อยกลับมาต่อด้วยเล่มห้า ณ มุมหนึ่งของ (หลุม) รัก  ก็จะทำให้ไม่เสียอารมณ์ค่ะ ที่ต้องแจงลำดับกันก็เพราะว่าสนพ. แปลข้ามสองเล่มของชุด Night Huntress World  ไปค่ะซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดต่อจากเล่มสี่  ลิขิตสู่ (หลุม) รักนิรันดร 

 

 
 
 

โลหิตแรกแห่งรัก - First Drop of Crimson

Jeaniene Frost   แปลโดย ไซน่า กีรติสุทธิสาธร

พิมพ์ที่ นกฮูก พับลิชชิ่ง พิมพ์ปี 2555

 

หนังสือเล่มนี้จับเอาเพื่อนรักของคู่หลักชุด Night Huntress  แคทและโบนส์ มาเป็นพระนางค่ะ หนึ่งปีเศษ ๆ หลังสงครามนองเลือดระหว่างปีศาจกับแวมไพร์จนทำให้แรนดี้สามีของเดนิสตาย เธอตัดขาดติดต่อกับแคทเพราะยังทำใจกับการสูญเสียได้ไม่ดีนักจากผลกระทบนั้นเดนิสมีอาการของโรค PTSD (Post Traumatic Stress Disorder) เป็นภาวะอาการเครียดที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ  ทำให้เกิดการหวนคิด ย้อนกลับไปยังภาพเหตุการณ์ ประสบการณ์เดิม อย่างควบคุมตนเองไม่ได้ เวลาที่เธอเกิดความกลัวมาก ๆ  เดนิสจึงถอยห่างจากโลกแวมไพร์พยายามมีชีวิตปกติแต่แล้วจู่ ๆ เมื่อญาติ ๆ ของเธอทยอยตายด้วยสาเหตุที่คลุมเครือและมีคืนหนึ่งที่  เดนิสเห็นญาติอีกคนถูกปีศาจฆ่าไปต่อหน้าต่อตา และปีศาจขู่จะฆ่าพ่อแม่ของเธอเป็นคิวต่อไปหากว่าเดนิสไม่นำตัวนาธาเนียล บรรพบุรุษของเธอมาแลกเปลี่ยน ในสถานการณ์ขณะนั้น เธอจึงรับปากปีศาจว่าสามารถตามหานาธาเนียลพบเพื่อรักษาชีวิตพ่อแม่และตัวเอง และเพราะปีศาจเชื่อว่านาธาเนียลต้องซุกใต้ปีกแวมไพร์ตนใดตนหนึ่งแน่ ๆ  แต่การขอให้แคทและโบนส์มาช่วยก็เป็นการดึงให้เพื่อนรักตกอยู่ในอันตรายแวมไพร์ที่นึกออกจึงเหลือเพียงสเปด แวมไพร์ตนสุดท้ายที่อยู่ปลอบใจขณะเธอร่ำไห้กอดศพแรนดี้

ปีศาจและนาธาเนียลมีหนี้แค้นระหว่างกันที่ต้องได้รับการชำระสะสางเพื่อเป็นหลักประกันว่าเดนิสจะไม่ทรยศปีศาจจึงประทับตราบนตัวเธอหากเธอหานาธาเนียลไม่พบเดนิสจะกลายร่างเป็นปีศาจ มันจะกลืนกินร่างมนุษย์ของเธอทุกเวลานาที ถึงแม้เดนิสไม่อยากเกี่ยวข้องโลกของแวมไพร์เธอก็ไม่เหลือทางเลือกใด ๆ อีกต่อไป

การหวนกลับมาพบเดนิสอีกครั้งสเปดไม่เหลือความสงสัยใด ๆ ที่ยังค้างคาใจที่ว่าเธอเป็นมากกว่าความรู้สึกหลงใหลคลั่งไคล้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่การที่เดนิสเป็นเพื่อนรักของแคทและโบนส์ (ในที่นี้สเปดจะเรียกโบนส์ว่า คริสปิน ซึ่งเป็นชื่อสมัยที่เขายังเป็นมนุษย์) ก็เท่ากับว่าเดนิสอยู่ภายใต้การปกครองของทั้งคู่ด้วย การจะทำอะไรที่ฝืนกฎของมนุษย์และแวมไพร์โดยที่เดนิสไม่เต็มใจก็เหมือนกับท้าทายและดูหมิ่นเพื่อนรัก  สเปดจะลบล้างความทุกข์ทรมานเลวร้ายของเธอและวางแผนที่จะมอบความสวยงามของโลกอมตะให้เธอได้ประจักษ์ ปรนเปรอเธอด้วยความสุขทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกันสเปดก็ชิงชังความอ่อนแอของมนุษย์ เขาต้องการเปลี่ยนเดนิสเป็นแวมไพร์เพื่อครองคู่กันนิรันดร

ย้อนกลับเมื่อร้อยกว่าปีก่อนสเปดมีคนรักเป็นมนุษย์ ยอมรับการตัดสินใจของคนรักที่ยืนยันจะคงความเป็นมนุษย์ไว้ไม่คิดจะเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ จนนำมาสู่จุดจบของชีวิต สเปดทุกข์ทรมานยิ่งกว่าอะไรที่เขาเคยพบ นับแต่นั้นเขาจะเลี่ยงคบหามนุษย์ยกเว้นการดื่มกิน ความอ่อนแอของมนุษย์ไม่เคยให้อะไรดี ๆ ตอบแทนเขากลับมา

ในทางกลับกัน เมื่อคิดย้อนกลับไปตอนที่เอียน เพื่อนรักอีกคน เปลี่ยนแปลงเขาเป็นแวมไพร์โดยไม่คิดถามความสมัครใจ สเปดก็ไม่อาจเปลี่ยนเดนิสได้หากเธอไม่ต้องการ เธอต้องตัดสินใจสมยอมด้วยตัวเอง   น. 286

“ ชีวิตไม่เคยคอยจนกว่าคุณจะพร้อมหรอกนะ ผมเองก็ไม่ได้พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ แต่ก็ต้องเป็น ผมไม่ได้พร้อมที่จะสูญเสียคนที่ผมรักเมื่อนานมาแล้วแต่มันก็เกิดขึ้น คุณไม่ได้พร้อมที่สามีคุณถูกฆ่าตายแต่เขาก็ตายไปแล้ว แน่นอนว่าคุณไม่ได้พร้อมที่จะให้ปีศาจประทับตราคุณ แต่มันก็ทำและเราทั้งคู่อาจไม่พรอ้มสำหรับความรู้สึกที่เรามีต่อกัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นหายไป มันเป็นไปแล้วเดนิส ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่”

 

พอเขียนถึงเอียนก็เล่าสักนิดนะคะว่าเอียนเป็นเจ้านายแวมไพร์ มนุษย์คนแรกที่ตัดสินใจเปลี่ยนหลังจากนั้นเอียนก็เปลี่ยนโบนส์และสเปดโดยไม่สนใจว่าเพื่อนจะสมยอมหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามผ่านมาสองร้อยกว่าปี พวกเขาก็ยังคงเป็นเพื่อนรักกัน พึ่งพากันและกันร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด การกระทบกระทั่งกันก็ยังมีให้เห็นอยู่แต่ก็เป็นไปอย่างเพื่อนที่รักกันค่ะ และเอียนนี่แหล่ะเป็นแวมไพร์ที่เรารออ่านเรื่องของเขามากที่สุด หนุ่มจอมห่ามและแสนจะไร้ศีลธรรมที่สุดในบรรดาสามคนในสองชุดนี้  และในเล่มนี้เรายังคงความรู้สึกกรี๊ดเอียนเหมือนทุกครั้งที่มีฉาก ซึ่งเรื่องนี้มีหลายฉากโผล่มาให้หายคิดถึง อยากให้เอียนรู้จังว่าเรานั่งหัวเราะน้ำตาไหลกับฉากที่เขา “เอาคืน” เดนิสเพราะบังเอิญเธอไปขัดจังหวะขณะที่เขากำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับสาวอยู่

 

 

คะแนนความพอใจ 8

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เราพิมพ์ผิดค่ะ จริง ๆ ต้องเป็น "คนเขียนบอกว่า" ไม่ใช่ "คนอ่านบอกว่า"

#4 By max on 2012-05-26 10:34

มองได้ลึกซึ้งมากเลยค่ะ แต่มีอย่างเดียวที่ไม่ชอบในตัวเอียนคือสีผมค่ะ เราไม่ชอบพระเอกผมแดง

#3 By nicky on 2012-05-24 20:04

รออ่านเรื่องของเอียนอีกคนค่ะ น่าสนใจที่สุดแล้ว (แต่ไม่ได้บอกว่า คนอื่น ๆ ในชุดไม่น่าสนใจนะคะ) เห็นคนอ่านบอกว่า เอียนยังไม่พร้อม ถ้าเขียนตอนนี้ก็คงจะเป็นหนังสือลามกไปมากกว่าที่จะเป็นโรแมนซ์ ด้วยทัศนคติและนิสัยของเอียนในตอนนี้ยังไม่พร้อมจะเจอกับความรัก

#2 By max on 2012-05-24 09:27